เราต่างมีราชดำเนินที่น่าอิจฉา

วันนี้เหตุการณ์บ้านเมืองเดินมาถึงจุดที่สุดก่อนการแตกหัก ภาพที่เห็นคือคนไทยร่วมล้าน มายืนฟังปราศรัยอยู่ในที่เดียวกันอย่างคึกคะนอง และดูเป็นมิตรอันหนึ่งอันเดียวกันดี ทุักคนมีเป้าหมายคล้ายคลึงกัน คือเหมือนกันในจุึดประสงค์ แต่ต่างกันในรายละเอียดวิธีคิด และวิธีทำให้ได้มา
ทุกคนไม่เอาทักษิณ และแปลเพิ่มว่าไม่เอานอมินีญาติพี่น้องสะใภ้เขยใด ๆ ทั้งสิ้น  แม้แต่บางคนที่กระอักกระอ่วนใจกับแกนนำที่ประวัติด่างพร้อยเต็มไปด้วยข้อหาการทุจริตเพียบ ก็ยินดีลืม ๆ มันไปก่อนเพราะถือว่าใช้เขาเป็นอาวุธต่างตอบแทนได้การได้งานดี คราวนี้ละคงจะได้เห็นชัยชนะบ้างสักที จากนั้นจะจัดการยังไงกับอำนาจที่เขาเนียนเอาไปตอนหลังแหง ๆ  ค่อยว่ากันอีกที
การชุมนุมที่ราชดำเนินมีคนมาเยอะมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ บอกได้เลยว่าจะไม่มีจำนวนครั้งใหนมากเท่าครั้งนี้ จะไม่มีความรักสามัคคีใหนจะแน่นแข็งแกร่งได้เท่าครั้งนี้ และ จะไม่มีความเกลียดชังใหน จะสร้างภาพสวยงามได้มากเท่านี้อีกแล้ว
จากการสำรวจในเฟซบุ๊ค มีคนยืนยันว่าได้เข้าร่วมชุมนุม แต่จำเป็นต้องอยู่หางแถวเนื่องจากเข้ามาไกล้ชิดหน้าเวทีทำไม่ได้เลย หางแถวด้านหนึ่งโพสรูปสะพานปิ่นเกล้า  หางแถวอีกด้านโพสรูปอุรุพงษ์ นี่แค่แนวถนนออกตก  ยังไม่รวมเส้นเหนือไต้ ที่ตีซอยย่อยเป็นบล็อกใยแมงมุม ซึ่งโดยปกติถนนพวกนี้มีหน้าที่นำรถอ้อมผู้ชุมนุม  แต่ ณ บัดนี้ ไม่เหลือถนนเส้นใหนให้รถราวิ่ง "อ้อมการชุมนุม" ได้อีกแล้ว
เสียงตะโกนถูกแทนด้วยเสียงนกหวีด ซึ่งผมทดลองดูแล้ว ได้เสียงที่ดังพอ ๆ กับการตะโกนเสียงแหลม ๆ แต่เหนื่อยน้อยกว่า 4 เท่า และไม่ระคายต่อเส้นเสียงหลอดลมใด ๆ  จะมีเหนื่อยหน่อยคือปอดและกระบังลม
อีกด้านของเวที อยุ่แถวหน้าราม ไม่ค่อยมีข่าวเท่าใหร่ อาจเพราะสื่อไม่สามารถกระจายไปยังการชุมนุมได้ทุกการชุมนุม หรือพูดง่าย ๆ ว่า ม๊อบนี้ม๊อบเดียวทำเอานักข่าวเกลี้ยงสำนักข่าวกันเลยทีเดียว  ... แต่ไม่น่าจะขนาดนั้น อาจต้องรอดูไปก่อนอีกสักหน่อย
เมื่อเที่ยงก่อนผมจะออกไปธุระหาน้องวัน หน้าสีลมคอมเพล็กซ์ มีการชุมนุมนกหวีดน้อย ๆ หรอมแหรม เช่นชินตาในช่วงหลายวันผ่านมาหลังจากวันนัดใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่าจำนวนที่น้อยของที่นี่ เกิดจากความเบื่อหน่าย หรือเกิดจากส่วนใหญ่ไปราชดำเนินกันหมดแล้ว  แต่แน่ใจว่า ที่ราชดำเนิน มันเยอะขึ้นผิดหูผิดตามมาก คือถ้าจะบอกว่าที่เคยมาสีลม ไปราชดำเนินหมด มันก็ไม่น่าเยอะขนาดนั้น
พลังแห่งชนชั้นกลาง (ที่อยู่ในเมือง มีสื่อ มีกล้อง มีช่องทีวี ) ช่างร้ายเหลือเฟือในพลานุภาพ
ภาพที่เคยเห็นชินตา สำหรับม๊อบชนชั้นกลางคือ มาเป็นเวลา กลับเป็นเวลา (มาตอนเลิกงาน กลับตอนง่วงนอน) ผิดกลับม๊อบชนชั้น.. เอ่อ  สีนู้นเค้าน่ะ ได้ยินว่า มาเวลางาน กลับตอนถ่ายรูปเสร็จ..ผมไม่ได้เขียนเองนะ  ผมได้ยินมาไม่ขอยืนยันความจริงอะไรด้วยครับ
คราวที่เคยได้ไปเยี่ยมสถานที่ชุมนุมของพันธมิตร ฯ ผมพบความอัศจรรย์แห่งชนชั้นกลางแบบที่ไม่เคยคิดว่ามันจะมี  เช่น การแจกข้าวแจกน้ำ  เราเองก็ยังได้เห็นคนยากจน มาต่อแถวแถวเดียวกับคนกรุง รอข้าวราดแกงในกระทงกระดาษหนังสือพิม  บางคนกินกันหิว บางคนกินกันตาย บางคนกินเพราะมันฟรี
แม้จะเคยสงสัยในวัยเยาว์ว่า เงินสนับสนุนเสบียง (และทุกอย่างที่ทำให้ก่อเกิดเป็นม๊อบ) เหล่านี้มาจากใหน  หันไปเห็นเพียงกล่องบริจาค ตารางแจ้งยอดบริจาค ก็ยังไม่สามารถจะเชื่อได้ว่านั่นเป็นเงินเพียงพอสำหรับการตอบแทนความรักเมตตามาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยฟังปราศรัยได้เพียงพอ
ถ้าลองเดินในสถานชุมนุมดูสัก 5 นาที จะพบว่า มีจำนวนมากกว่า 20 ครอบครัวรายทางเดิน ที่เอาอาหารมาเองจากบ้าน บ้างใส่ภาชนะมา แล้วเอากลับไปล้าง บ้างมาในภาชนะพร้อมทิ้ง (ลงถังบ้าง ไม่ลงถังบ้าง)
คราวหนึ่ง เคยได้ไปเยี่ยมสถานที่ชุมนุมของชาวเสื้อแดง เพื่อฟัง รับทราบข้อมูล โดยตัดทอนอารมณ์ความรู้สึกออกไป เสร็จแล้วก็กลับ ไม่ได้แวะกินอะไร (ตอนนั้นเค้าก็ชุมนุมกันตรงนั้นแหละ นั่นขนาดคิดว่าเยอะมากพอแล้วนะนั่น) เพราะพบด้วยตาตัวเองจริง ๆ ว่า คนเข้าแถวรออาหาร มีมากอย่างไม่น่าเชื่อ  ผมไม่เห็นการแจกเงินเลยจริง ๆ หรือการทำความรู้จักมักจี่ระหว่างกันก็ไม่ค่อยมีให้เห็น .. เอ่อ อันนี้ปริมาณข้อมูลย่อมแปรผันไปตามกาล สถานที่ และช่วงเวลานะครับ ผมไม่ได้จะบอกว่า ชาวเสื้อแดงไม่นิยมการห่อข้าวไปกินเองครับ

ขอเบรกการรายงาน วิเคราะห์สถาณการณ์ชุมนุมใว้ตรงนี้และ...
ต่อไปนี้คือเรื่องที่ผมอยากเล่าจริง ๆ ขออภัยจิรง ๆ เขียนไม่เก่งพอจะทำให้มันไม่ยากและไม่ยาว

หลายท่านคงยังไม่ทราบ มนุษย์เรา ตัดสินใจส่ิงต่าง ๆ ด้วยเหตุและผลที่ต้องเป็นตรรกะปกติ  แต่กรณีที่ต้องตัดสินใจเรื่องเดิมซ้ำเป็นครั้งที่สอง มนุษย์จะใช้ตรรกะน้อยลง และใช้ ความรู้สึก มากขึ้น  ๆ เช่นการทำสิ่งใดใหม่ ๆ เป็นครั้งแรกเราจะกลัว ประหม่า งก ๆ เงิ่น ๆ แต่พอทำครั้งที่สองและสาม มันจะทำได้เร็วขึ้น เร็วขึ้น เพราะเราตัดวิธีการใช้ตรรกะออกไปทีละนิด ๆ เริ่มมีความรู้สึกรัก ต้องการ วิธีที่คุ้นเคย  และจะต่อต้านวิธีการที่ไม่คุ้นเคย  จนตัดสินใจได้ว่า  มีอะไร  ให้หรือไม่ให้อะไร
เช่นในวัยเด็ก  การใช้คอมพิวเตอร์เปฌรครั้งแรกเราจะเปิดนั่นนี่ได้ช้า  แต่พอครั้งสองสาม มันจะเร็วขึ้น  เราเรียกมันว่าความคล่องหรือทักษะ   แต่ที่จริง มันคือการคิดแบบมีเหตุผลเหมือน ๆ กับทุกครั้งแรกก่อนนั้นนั่นแหละ   แต่ลดทอนเวลาสำหรับการหาเหตุและผลด้วยสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึก (ยอมรับ หรือ ต่อต้าน ) 
อ่านอีกครั้งนะครับ

"มันคือการคิดแบบมีเหตุผลเหมือน ๆ กับทุกครั้งแรกก่อนนั้นนั่นแหละ   แต่ลดทอนเวลาสำหรับการหาเหตุและผลด้วยการใช้ความรู้สึก (ยอมรับ หรือ ต่อต้าน ......รัก หรือ เกลียด..)" 
...

ทีนี้เมื่อมันมากและนานพอ ความรู้สึกจะถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตรรกะ (ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงน้อยนิดที่ให้ได้ใช้ )  บัดนั้น สิ่งนั้นจะกลายเป็น....  "พฤติกรรม"  สำหรับคนกับส่ิ่งของ  และ "ทัศนคติ"  สำหรับคนกับคน
ข้อมูลด้านลบ (และจริง โดยการใช้ตรรกะประเมินในการรับรู้ครั้งแรก)เมื่อนำมาเสนอ ย่อมเรียกความเกลียดชังได้เล็กน้อย
ข้อมูลด้านบวก(และจริง โดยการใช้ตรรกะประเมินในการรับรู้ครั้งแรก)เมื่อนำมาเสนอ ยอ่มเรียกความรักได้เล็กน้อย
การให้ขอ้มูลครั้งที่สองและสาม จะยังเป็นข้อมูลที่เป็นความจริงอยู่  เพื่อก่อให้เกิดความรัก หรือเกลียด แทรกไปทีละนิด ๆ
เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง ข้อมูลที่จริง พิศูจน์ได้ (ที่ทำให้รักฝ่ายหนึ่ง และเกลียดอีกฝ่ายหนึ่ง) ถูกนำมาใช้ได้มากพอ  คนที่รับข้อมูลจะมีความรัก เกลียดอยู่ในสิ่งเหล่านั้นแบบฝังแน่นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลจริงเสมอไปก็ได้
หลังจากนี้คือการป้ายสีฝ่ายหนึ่ง และโอ้อวดอีกฝ่ายหนึ่งโดยที่คนฟัง เชื่อโดยไม่ต้องพิศูจน์ให้เห็นก็ได้
ฝ่ายต้องการให้เกิดเป็นความรัก  ก็จะยิ่งมากขึ้น  เพราะทั้งข้อมูลจริง (ด้านดีด้านเดียว) และข้อมูลเท็จ (โอ้อวดเกินจริง) จะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ ( รับรู้ดวยความรุ้สึกรัก ไม่ต่อต้าน ไม่แสวงหาหลักฐาน)
ฝ่ายต้องการสร้างความเกลียดแก่คู่แข่ง ก็จะได้ความเกลียดมากขึ้น เพราะทั้งข้อมูลจริง (ด้านชั่วด้านเดียว) และข้อมูลเท็จ (ป้ายสีเกินจริง) จะถูกบันทึกโดยอัตโนมัติ ( รับรู้ดวยความรุ้สึกเกลียด ต่อต้าน ไม่แสวงหาหลักฐาน)
นี่คือวิทยาศาสตร์   ที่อธิบายความจริงว่าด้วยตั้งแต่การหัดปั่นจักรยาน ได้ไปจนถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์

...

กลับมาที่ม๊อบต่อ
ผมก็ยังคงเดินไปให้สูดทาง แล้วก็เดินย้อนกลับเพื่อหาทางกลับบ้าน
ที่นี่อบอวลไปด้วยความรัก ความเกลียดชัง ข้อมูลดี ข้อมูลชั่ว
จะมีสักกี่คนหนอ   ที่มาฟังมันพูด ๆ  แล้วรับข้อมูลด้านดี  แล้วเผื่อใจให้อีกครึ่งที่ชั่วที่มันยังไม่ได้บอก
จะมีสักกี่คนหนอ  ที่มาฟังมันด่า ๆ อีกฝ่ายให้เรารับข้อมูลด้านชั่ว แล้วเผื่อใจให้อีกครึ่งชั่วที่มันยังไม่ได้บอก
และจะมีกี่คนหนอ  ที่มารับข้อมูลเฉพาะความจริง  โดยไม่เอาความรัก เกลียด เหล่านั้นกลับบ้านไป

 

     Share

<< เราต่างมีออดิชั่นที่น่าอิจฉาเราต่างมีลูเซิร์นที่น่าอิจฉา >>

Posted on Sun 24 Nov 2013 22:16

wh0cd671940 <a href=http://viagrageneric24.us.org/>Viagra Generic</a> <a href=http://augmentin24.us.org/>augmentin</a>
Charlesroava   
Tue 13 Jun 2017 5:18 [1]
 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 

เราต่างมีบางตะบูนที่น่าอิจฉา
เราต่างมีปีใหม่ 58 ที่น่าอิจฉา
เราค่างมีคนเดินที่น่าอิจฉา
เราต่างมีฮอบบิทที่น่าอิจฉา
เราต่างมีสายฉีดตูดที่น่าอิจฉา
เราต่างมี 3 กุมภาที่น่าอิจฉา
เราต่างมี 2 กุมภาที่น่าอิจฉา
เราต่างมี 1 กุมภา ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีแอกซ่าที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเมษา 51 ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเพลงที่น่าอิจฉา
เราต่างมีโทรเลขที่น่าอิจฉา
เราตา่งมีครึ่งปี 57 ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีงวดสุดท้ายที่น่าอิจฉา
เราต่างมีน้องวันที่น่าอิจฉา
เราต่างมีกูปรีที่ไม่น่าอิจฉาเลย
เราต่างมีโยธีที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเอิร์นที่น่าอิจฉา
เราต่างมีลูเซิร์นที่น่าอิจฉา
เราต่างมีราชดำเนินที่น่าอิจฉา
เราต่างมีออดิชั่นที่น่าอิจฉา
เราต่างมี YOLO ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีครวจที่น่าอิจฉา
เราต่างมี ปาก ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีวงเคิ่นที่น่าอิจฉา
เราต่างมีสิทธิชัยที่น่าอิจฉา
เราต่างมีป่วยที่น่าอิจฉา
เราต่างมีหมึกปิ้งที่น่าอิจฉา
เราต่างมีอินทรามระที่น่าอิจฉา
เราต่างมีพิทแมนที่น่าอิจฉา
เราต่างมีศูนย์การค้าที่น่าอิจฉา
เราต่างมีรหัสไม่ลับที่น่าอิจฉา
เราต่างมีเพลย์บอยที่น่าอิจฉา
เราต่างมีค่าส่วนกลางที่น่าอิจฉา
เราต่างมี 8 ข้อ (ย่อ) ที่น่าอิจฉา
เราต่างมีสองปีครึ่งที่น่าอิจฉา
เราต่างมีควายที่น่าอิจฉา
เราต่างมีสมองส่วนหน้าที่น่าอิจฉา
เราต่างมีโพสบาร์ที่น่าอิจฉา